สุดยอดการสร้างรายได้จากการ “เลี้ยงกบ” เอากบมาผสมสายพันธุ์มาขาย ได้กำไรไม่ต่ำกว่า 40 %

  • Webmaster
  • September 8, 2018
  • Comments Off on สุดยอดการสร้างรายได้จากการ “เลี้ยงกบ” เอากบมาผสมสายพันธุ์มาขาย ได้กำไรไม่ต่ำกว่า 40 %

กบนั้นถือว่าเป็นอาหารสำหรับคนหลายหลายคนซึ่งก็มีชาวเกษตรบางรายนั้นได้หันมาริเริ่มประกอบอาชีพเลี้ยงกบแบบครบวงจรซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นวันนี้ทางทีมงานก็จะพาทุกคนไปดูกัน

k-306-10

โดยคุณวาสนาดอนเมืองซึ่งเป็นเกษตรกรในจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มในการประกอบอาชีพเลี้ยงกกโดยเรื่องแรกได้ส่งเสริมลูกบ่และรับซื้อปรับตามราคาตลาดภายใต้ชื่อของฟาร์มว่าวาสนาฟาร์มกบซึ่งได้เป็นฟาร์มที่ได้รับความนิยมจากกรมประมงอีกทั้งยังได้รับตรวจสอบคุณภาพอย่างต่อเนื่องด้วย
k-306-9
โดยคุณวาสนาเจ้าของฟาร์มนั้นได้ทำฟาร์มของตนเองทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือและมีลูกค้าให้ความสนใจจัดทัวร์ภูมิประเทศในประเทศไทยซึ่งบอกเลยว่ากว่าจะมาถึงความประสบความสำเร็จในทุกวันนี้คุณวาสนานั้นก็จะต้องผ่านอุปสรรคต่างๆมากมายซึ่งนั่นก็เหมือนปัจจัยที่ผู้ประกอบการทั้งหลายจะต้องเจอ

k-306-8

โดยคุณวาสนาได้เราว่าเมื่อเก้าปีที่แล้วตนได้เริ่มประกอบอาชีพการเลี้ยงปลาดุกซึ่งจะต้องพบปัญหาในเรื่องของระบบที่มีการเอาเปรียบเกษตรกรจากผู้ประกอบรายใหญ่ต่างๆทำให้ต้องขาดทุนไปไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทซึ่งหลังจากที่คุณวาสนานั้นลงไปไม่นานก็สามารถประกอบอาชีพใหม่ขึ้นมาได้โดยมีความคิดนั่นก็คือการประกอบธุรกิจฟาร์มกบนั่นเองซึ่งในระหว่างที่คุณวาสนานั้นเคยเลี้ยงปลาดุกเธอก็ได้เลี้ยงกบควบคู่กันไปด้วยซึ่งนี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอหันมาริเริ่มในการประกอบอาชีพการเลี้ยงกบแบบครบวงจรจนมาถึงในปัจจุบันนั่นเอง

k-306-7

โดยเธอนั้นได้มีความรู้ในเรื่องตลาดของการซื้อขายสัตว์น้ำอยู่แล้วเป็นทุนเดิมจึงทำให้เชื่อมั่นและมีชาวเกษตรทั้งหลายในบริเวณนี้เข้ามาเป็นลูกบอกกับคุณวาสนาฟาร์มกบกันอย่างต่อเนื่องจนทำให้มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดได้วันละถึง 2 ตันอีกทั้งยังมีพ่อค้าและแม่ค้าจะกรุงเทพหลายหลายต่างวิ่งรถเข้ามารับซื้อกดที่ฟาร์มกันอย่างมากมายซึ่งบอกเลยว่าฟาร์มแห่งนี้ ผันตัวเองได้กลายเป็นผู้ค้ารายใหญ่ในเขตภาคอีสานเลยก็ว่าได้

k-306-6

โดยสายพันธุ์กบนั้นจะใช้เป็นสายพันธุ์บลูฟล็อค ถ้ากบสายพันธุ์นี้มีลักษณะตัวใหญ่เนื้อเยอะแต่ข้อเสียของมันคือไม่ทนต่อโรคและสภาพแวดล้อม ซึ่งคุณวาสนาก็ได้หาวิธีทางแก้ด้วยกันนำกบบันบ้านของเรามาผสมกับกบสายพันธุ์นี้แล้วทำให้ลูกกบที่ออกมานั้นมีสภาพที่ตนต่อสภาพแวดล้อมในประเทศไทยได้ การเพาะพันธ์กบนั้นจะเริ่มเพาะพันธ์ในช่วงเดือนมีนา ถึงเดือนเมษา

k-306-5

โดยการดูกบว่ากบพอที่จะผสมพันธุ์แล้วหรือไม่ก็ให้สังเกตจากภายนอกนั้นก็คือด้านข้างแรมตัวของกบตัวเมียนั้นจะมีลักษณะจ้ะส่วนตัวผู้ก็ดูที่กล่องเสียงก็ได้ค่ะดูบริเวณใต้คางซึ่งจะมีลักษณะเป็นสีดำเมื่อเห็นอย่างนี้แบบนี้นั้นมีความพร้อมในการผสมพันธุ์ได้แล้ว

k-306-4

โดยการเพาะพันธ์นั้นจะใช้บอกขนาดกว้างประมาณ 3 เมตรและยาวประมาณ 4 เมตรซึ่งมีทั้งหมดหกบอกโดยการปล่อยตัวเมียไปซัก 30 ตัวตัวผู้อีก 20 ตัวแล้วก็ใส่น้ำระดับเพียง 5 เซนติเมตรเท่านั้นเพื่อจะทำให้อุณหภูมิของน้ำนั้นไม่ต่ำเกินไปและสามารถทำให้กบตัวเมียนั้นฟักไข่ได้ง่ายยิ่งกว่าเดิมโดยการนำกกมาปล่อยไว้แล้วก็ปล่อยให้กบทั้งหลายนั้นจับคู่กันเองในช่วงเย็นซึ่งจะปล่อยไว้เพียงแค่หนึ่งคืนเท่านั้นหลังจากนั้นกรอบนั้นก็จะฟักไข่ออกมาในตอนเช้าซึ่งขายที่ได้นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 50,000 ตัวต่อบ่อรวมทั้งหมดหกบ่อจะได้ขายอยู่ที่ประมาณ 300,000 ฟอง

k-306-3

หลังจากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 12 ชั่วไข่ กบก็จะเริ่มฟักออกมาเป็นตัวแล้วผัดไปอีกสามวันก็จะสามารถเลือกให้อาหารฝุ่นได้โดยให้เป็นสองเวลาคือเช้าและเย็น โดยให้แบบนี้ไปอีกประมาณ 10 วันระหว่างนั้นก็จะมีการเสริมไข่ตุ๋นเข้าไปด้วยเพื่อช่วยในเรื่องของความแข็งแรงควบคู่ไปกับการให้อาหารเม็ดแบบเดิมโดยเมื่อลูกอ่อนนั้นมีอายุประมาณเจ็ดวันก็สามารถจับลงบดินทร์ได้แล้วจากนั้นก็ออกไปจำหน่ายให้กับชาวเกษตรกรที่ต้องการขอแบบที่ยังไม่มีแขนมีขาซึ่งจะอยู่ที่ 600 ตัวต่อ 1 กิโลกรัมซึ่งขายยในกิโลกรัมละ 200 บาท

k-306-2

โดยบ่ที่ใช้ในการทำปัจจุบันกบนั้นจะอยู่ที่หนึ่งงานซึ่งสามารถดูแลใกล้ได้กว่าป้าเยอะใหญ่อีกทั้งลูกกบที่ปล่อยลงไปนะจะไปในน้ำหนัก 15 กิโลกรัมหรือประมาณ 72,000 ตัวและใส่น้ำเพียงแค่ 30 เซนติเมตรเท่านั้นจากนั้นก็นำผักบุ้งใส่ลงไปเพื่อให้เป็นร่มเงาซึ่งให้กบนั้นสามารถปีนขึ้นปีนลงได้อีกทั้งยังช่วยประหยัดต้องทุนในการใช้แผ่นยางรองเท้าอีกด้วย

และการให้อาหารกบนั้นหลังจากที่นำกบลงไม่ดีแล้วก็เริ่มให้อาหารเป็นอาหารเมตรซึ่งสามารถเอาไปส่งกับอาหารผงได้หลังจากนั้นประมาณสามวันก็สามารถเปลี่ยนเป็นหาการให้แบบอาหารเม็ดเพียงอย่างเดียวซึ่งอาจจะเพิ่มตามเบอร์ของอาหารตามขนาดกลัวตัวกบไปด้วยโดยการจัดจำหน่ายนั้นถ้าจะขายลูกกบก็จะอยู่ที่อยู่ประมาณ 25 สตางค์หรือกิโลกรัมละ 200 บาทแต่ในส่วนของลูกกดที่มีแขนขาสมบูรณ์แล้วนั้นจะไขที่ประมาตัวละ 2 บาท

k-306-1

ซึ่งในปัจจุบันกดพี่กายเป็นที่ต้องการของตลาดนั้นจะเป็นกรดที่มีสีดำซึ่งหากเป็นสีเหลืองเกินไปนะจะทำให้ราคาตกทันทีจะเหลือเพียงแค่ 40 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้นอีกทั้งขนาดผู้นิยมบริโภคก็จะชอบขนาดกดที่มีเล็กกว่าจึงทำให้มีราคาที่สูงกว่าปกติย้ายโดยทางฟาร์มนั้นได้มีการเอารถออกไปรับซื้อกลับมาในกรณีที่ลูกค้านั้นไม่ชอบและมีบริการส่งลูกให้กับลูกค้าอีกด้วยซึ่งจะต้องมียอดสั่งตั้งแต่ 500 กิโลกรัมขึ้นไปเท่านั้นโดยจะมีลูกค้าอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย

และตบท้ายนี้คุณวาสนานั้นอยากแนะนำต่อไปว่าสำหรับคนไหนที่สนใจมาประกอบอาชีพนี้ก็ต้องมีต้นทุนในการเรื่องใช้จ่ายที่ประมาณ 150,000 บาทโดยจะต้องลงทุนไปลู ลูกอ๊อดประมาณ 100,000 ตัวที่เหลือก็จะเป็นค่าอาหารโดยการเลี้ยงนั้นจะใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือน 10 วันเท่านั้นหรือประมาณ 40 วันซึ่งก็จะสามารถทำกำไรได้ถึง 72,000 บาท

ซึ่งก็เป็นเหตุที่ไทยหลายคนนั้นต่างให้ความสนใจแล้วก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าลงทุนเป็นอย่างมากซึ่งทางที่ดีสำหรับเกษตรกรที่สนใจนั้นจะต้องจัดเตรียมในเรื่องของระบบบ่ให้ดีพออีกทั้งยัง จะต้องกำจัดสัตว์ที่รบกวนจำพวกปลาต่างๆอีกทั้งร้องตาข่ายรอบให้เรียบร้อยอีกด้วยซึ่งหากใครสนใจก็สามารถติดต่อได้จากคุณวาสนาหรือวาสนาฟาร์มกบได้ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ค่ะ

เป็นอีกหนึ่งทางที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรได้ซึ่งหากใครสนใจก็ลองติดต่อไปสอบถามหาความรู้ได้แต่ทั้งนี้ก็ต้องศึกษาให้ดีก่อนที่จะลงทุนเพราะทุกอย่างนั้นล้วนแต่มีต้นทุนและกำไรทั้งนั้น

ที่มา:อีสานบ้านเฮา

แสดงความคิดเห็น